หะดีษที่ 6 : ไม่ควรบริจาคมากกว่า 1 ใน 3 ของทรัพย์สินที่มีอยู

وعن أبي إسحاقَ سَعدِ بنِ أبي وَقَّاصٍ مالِكِ بنِ أُهَيْب بنِ عبدِ منافِ ابنِ زُهرَةَ بنِ كلابِ بنِ مُرَّةَ بنِ كعبِ بنِ لُؤيٍّ القُرشِيِّ الزُّهريِّ رضي الله عنه أَحَدِ العَشَرَةِ المشهودِ لهم بالجنةِ رضي الله عنهم قَالَ:

جاءنِي رسولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم يَعُودُنِي عَامَ حَجَّةِ الوَدَاعِ مِنْ وَجَعٍ اشْتَدَّ بي، فقُلْتُ:

يَا رَسُولَ اللهِ! إنِّي قَدْ بَلَغَ بي مِنَ الوَجَعِ مَا تَرَى، وَأَنَا ذُو مالٍ وَلا يَرِثُني إلا ابْنَةٌ لي، أفأَتَصَدَّقُ بِثُلُثَيْ مَالِي؟

قَالَ: «لا»،

قُلْتُ: فالشَّطْرُ يَا رَسُولَ اللهِ؟

فقَالَ: «لا»،

قُلْتُ: فالثُّلُثُ يَا رَسُولَ اللهِ؟

قَالَ: «الثُّلُثُ، والثُّلُثُ كَثيرٌ- أَوْ كبيرٌ- إنَّكَ إنْ تَذَرْ وَرَثَتَكَ أغنِيَاءَ خيرٌ مِنْ أنْ تَذَرَهُمْ عَالَةً يتكفَّفُونَ النَّاسَ، وَإنَّكَ لَنْ تُنفِقَ نَفَقَةً تَبْتَغي بِهَا وَجهَ اللهِ إلا أُجِرْتَ عَلَيْهَا حَتَّى مَا تَجْعَلُ في فِيِّ امْرَأَتِكَ»،

قَالَ: فَقُلتُ: يَا رسولَ اللهِ، أُخلَّفُ بعدَ أصْحَابي؟

قَالَ: «إِنَّكَ لَنْ تُخَلَّفَ فَتَعملَ عَمَلًا تَبتَغي بِهِ وَجْهَ اللهِ إلا ازْدَدتَ بِهِ دَرَجةً ورِفعَةً، وَلَعلَّكَ أنْ تُخَلَّفَ حَتّى يَنتَفِعَ بِكَ أقْوَامٌ وَيُضَرَّ بِكَ آخرونَ. اللَّهُمَّ أَمْضِ لأصْحَابي هِجْرَتَهُمْ ولا تَرُدَّهُمْ عَلَى أعقَابهمْ، لكنِ البَائِسُ سَعدُ بْنُ خَوْلَةَ».

يَرْثي لَهُ رَسُولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم أنْ ماتَ بمَكَّة. مُتَّفَقٌ عليهِ.

ความว่า :

และรายงานจากอะบูอิศหาก คือ ซะอัด อิบนุอะบีวักกอฮ มะลิก อิบนุอุไฮบฺ อิบนุอับดุลมะนาฟ อิบนุซะฮฺเราะฮฺ อิบนุกิลาบ อิบนุมุรเราะฮฺ อิบนุกะอับ อิบนุลุไอ อิบนุฆอลิบ อัลกุเราะชีย์ อัซซุฮฺรีย์ -เราะฎิยัลลอฮฺฮุอันฮุ- เขาเป็นหนึ่งใน 10  คนที่ได้รับการยันยันว่าได้เข้าสวรรค์ -เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมญะมีอัน- ได้กล่าวว่า

"ในปีหัจญะตะวะดาอฺ ฉันได้ป่วยหนักและท่านเราะซูลุลลอฮฺ-ศ็อลฯ-ได้มาเยี่ยมฉัน ฉันก็ได้ถามท่านว่า :

"โอ้เราะซูลุลลอฮฺ ฉันได้ป่วยถึงระดับนี้แล้วท่านเห็นฉันควรทำอย่างไร ฉันมีทรัพย์สินมากมาย และไม่มีผู้ที่ได้รับมรดกจากฉันเว้นแต่ลูกสาวของฉันคนเดียว ฉันจะบริจาคทรัพย์สินของฉันสองในสามได้ไหม?"

ท่านนบีตอบว่า

"ไม่ได้"

ฉันก็ถามต่อว่า

"ครึ่งหนึ่งได้ไหมครับท่านเราะซูลุลลอฮฺ?"

ท่านตอบว่า

"ไม่ได้"

ฉันก็ถามต่อว่า

"แล้วหนึ่งในสามได้ไหมครับท่านเราะซูลุลลอฮฺ"

ท่านตอบว่า

"หนึ่งในสาม ! หนึ่งในสามก็ยังมาก-หรือยังใหญ่-อยู่ ถ้าเจ้าทำพินัยกรรมแบ่งมรดกแก่ผู้ที่จะได้รับมรดกของเจ้านั้นรวยดีกว่าเจ้าจะทำพินัยกรรมให้พวกเขายากจนเที่ยวขอทานจากคนอื่น และจริงๆแล้วการให้นัฟเกาะฮฺหรือการเลียงดูคนที่เจ้าต้องดูแลด้วยความจริงใจเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็จะตอบแทนในการกระทำของเจ้าเท่าที่เจ้าได้กระทำไป  แม้ว่าสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นเป็นเพียงอาหารคำเดียวที่ให้แก่ภรรยาของเจ้า"

ฉันก็ถามท่านต่อว่า

"โอ้ เราะซูลุลลอฮฺ .. ฉันจะตามหลังมิตรสหายของฉันใช่ไหม?"

ท่านตอบว่า

"เจ้าไม่ใช่คนที่จะตามหลังพวกเขา เจ้าทำไปเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็เพิ่มพูนการดีที่สูงแก่เจ้าหนึ่งขั้น หวังว่าเจ้าได้ละทิ้งผลประโยชน์แก่กลุ่มคน และสร้างความหายนะแก่อีกกลุ่ม : โอ้อัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ให้บรรดาเศาะหาบะฮฺของฉันประสบความสำเร็จในการอพยพ(ฮิจเราะฮฺ)ของพวกเขาด้วย และอย่าใหส้นเท้าของพวกเขาหันกลับด้วย(กลับไปเป็นกาฟิร) แต่คนที่น่าอนาถในครั้งนี้ คือ ซะอัด อิบนุเคาละฮฺ"

ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)สงสารเขามาก เพราะเขาเสียชีวิตที่มักกะฮฺ"

(มุตตะปะกุนอะลัยฮิ -บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม-)

คำอธิบายหะดีษ :

ในปีที่ 10 ของฮิจเราะฮฺดศักราช ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ออกจากไปมะดีนะฮฺสู่นครมักกะฮฺเพื่อทำฮัจญ์ เป็นฮัจญ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของท่านนบี จึงเรียกว่า ฮัจญัลวะดาอฺ(ฮัจญ์อำลา) และในปีนั้นเศาะหาบะฮฺของท่านคนหนึ่งซึ่งเป็น 1 ใน 10 คนที่นบีได้ยืนยันว่าพวกเขาทั้ง 10  คนนี้ด้วยความศรัทธาของเขา ความจริงจังและจริงใจที่ต่ออัลลอฮฺ ต่อนบีและต่ออิสลาม ทำให้พวกเขาได้เข้าสวรรค์ทันที คือ ท่านซะอัด อิบนุอะบูวักกอศฺ

ท่านซะอัดได้ป่วยหนัก ท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็ได้เยี่ยมท่าน แต่ด้วยเหตุที่ท่านซะอัดมีศรัพย์สมบัติมาก แต่มีลูกหลานที่จะได้สืบทอดมรดกของท่านเพียงแค่ลูกสาวของท่านเพียงคนเดียว ท่านจึงตั้งใจจะบริจาคทรัพย์สินของท่านให้แก่อิสลาม แก่คนอื่นที่มีความจำเป็น ท่านจึงได้ถามนบีว่าสามารถทำได้ไหม

ท่านว่า ท่านจะบริกจาค 2 ใน 3 ของทรัพย์สินของท่าน หมายความว่า จะเหลือให้แก่ลูกสาวของท่านเพียงแค่ 1 ส่วนจาก 3 ส่วนเท่านัน ท่านนบี(ศ็อลฯ) ไม่ให้ท่านทำเช่นนั้น ท่านก็บอกว่าจะบริจาคครึ่งหนึ่งของทรัพย์ของท่านได้ไหม ท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็บอกว่า ไม่ได้ แล้วสุดท้ายท่านบอกว่าท่านจะบริจาค 1 ใน 3 ท่านนบี(ศ็อลฯ)บอกว่า 1 ใน 3 ก็ยังมากอยู่

และท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็ได้คำแนะนำอีกว่า การที่จะจากปล่อยให้คนที่สืบทอดภายหลังเป็นคนรวยย่อมดีกว่าเป็นคนจนที่ต้องขอทานจากคนอื่น

ด้วยอาการป่วยหนักของซะอัด ท่านก็เกรงว่ากิจการงานสำคัญๆของอิสลามเขาไม่สามารถจะเข้าร่วมกับเพื่อนฝูงอีก เขาจึงถามท่านนบีว่า เขาจะเป็นคนตามหลังพวกมิตรสหายของพวกเขาใช่ไหม

ท่านนบี(ศ็อลฯ) ตอบว่า ไม่เป็นเช่นนั้น อันนี้เป็นการพยากรณ์ที่เป็นจริงของท่านนบี โดยท่านนบีบอกว่าอีก ท่านซะอัดจะได้อยู่อีกต่อไป คือไม่เสียชีวิตง่ายๆ และการดำรงอยู่ของท่านซะอัด การกระทำของเขา จะสร้างประโยชน์มากมายแก่อิสลามและมุสลิม และในทางตรงกันข้ามศัตรูอิสลามจะเสียผลประโยชน์มากมายเพราะผลงานของเขา เป็นที่ทราบกันดีว่า ซะอัด อิบนุอะบีวักกอศนี้ เป็นแม่ทัพมุสลิมที่ไปสู้รบกับเปอร์เซียจนได้รับชัยชนะ และเป็นที่รู้อีกเช่นกันว่า เปอร์เซียสามารถชนะโรมันตะวันออกได้ ฉะนั้นย่อมหมายความว่าด้วยความสามารถที่อัลลอฮฺประทานให้แก่ท่าน ทำให้อิสลามสามารถแพร่ขยายไปยังเปอเซียและประเทศชามที่อยู่ภายใต้การปกครองของโรมันตะวันออก 

ส่วนคนที่เสียชีวิตในมักกะฮฺนั้นไม่ใช่ ซะอัด อิบนุอะบีวักกอศ แต่เป็นเป็น ซะอัด อิบนุเคาละฮฺ

บทเรียนจากหะดีษ :

  • การเยี่ยมเยียนคนป่วย และดุอาให้คนป่วยเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ทำเป็นแบบอย่างไว้ และหนึ่งในแบบอย่างเยี่ยมคนป่วยนี้คือท่านไปเยี่ยมซะอัด อุบนุอบูอักกอศ
  • การสอบถามความรู้จากผู้รู้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ อย่างในกรณีนี้แม้ว่าซะอัดจะรู้มาว่าการบริจาค การให้ทานความดีนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่เพื่อความมั่นใจในเรื่องลักษณะนีท่านจึงได้ถามท่านนบี(ศ็อลฯ)
  • ทุกบาททุกสตางที่บริจาค จะมีผลตอบแทนของมัน แม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม หรือแม้แต่บริจาคให้แก่คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของตัวเองก็ตาม
  • การละทิ้งมรดกให้ลูกหลานได้สืบทอดเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และไม่ควรให้มรดกแก่เขาน้อยเกินไปจนเขาต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก ให้เขาสามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข และร่ำรวยเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *