หะดีษที่ 10 : ละหมาดญะมาอะฮฺ

Thai Muslim women pray in a mosque in the southern province of Pattani, during the holy month of Ramadan, July 23, 2012. Picture taken July 23, 2012. REUTERS/Surapan Boonthanom (THAILAND – Tags: RELIGION SOCIETY)

وعن أبي هريرةَ رضي الله عنه قَالَ: قالَ رَسُول الله صلى الله عليه وسلم:

«صَلاةُ الرَّجلِ في جمَاعَةٍ تَزيدُ عَلَى صَلاتهِ في بيتهِ وصلاته فِي سُوقِهِ بضْعًا وعِشرِينَ دَرَجَةً، وَذَلِكَ أنَّ أَحدَهُمْ إِذَا تَوَضَّأَ فَأَحْسَنَ الوُضوءَ، ثُمَّ أَتَى المَسْجِدَ، لا يَنْهَزُهُ إِلا الصَلاةُ، لا يُرِيدُ إلا الصَّلاةَ: لَمْ يَخْطُ خُطْوَةً إِلا رُفِعَ لَهُ بِهَا دَرجَةٌ، وَحُطَّ عَنْهُ بها خَطِيئَةٌ حَتَّى يَدْخُلَ المَسْجِدَ، فإِذا دَخَلَ المَسْجِدَ كَانَ في الصَّلاةِ مَا كَانَتِ الصَّلاةُ هِي تَحْبِسُهُ، وَالمَلائِكَةُ يُصَلُّونَ عَلَى أَحَدِكُمْ مَا دَامَ في مَجْلِسِهِ الَّذِي صَلَّى فِيهِ، يَقُولُونَ: اللَّهُمَّ ارْحَمْهُ، اللَّهُمَّ اغْفِرْ لَهُ، اللَّهُمَّ تُبْ عَلَيهِ، مَا لَم يُؤْذِ فيه، مَا لَمْ يُحْدِثْ فِيهِ».

مُتَّفَقٌ عليه، وهذا لفظ مسلم.

وقوله صلى الله عليه وسلم: «يَنْهَزُهُ» هُوَ بِفَتْحِ اليَاءِ والْهَاءِ وبالزَّايِ: أَيْ يُخْرِجُهُ ويُنْهضُهُ.

قوله: «لا يريد إلا الصلاة»، أي: في جماعة، وفيه: إشارة إلى اعتبار الإخلاص. 

 

ความว่า :

รายงานจากอะบูร็อยเราะฮฺ (รอฎิฯ)ว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า      

 “การละหมาดของชายคนหนึ่งที่ละหมาดร่วมกับบุคคลอื่น(ละหมาดญะมาอะฮฺ) จะมีบุญเพิ่มจากการละหมาดของเขาที่ร้านหรือที่บ้านมากกว่า 20 เท่า ถ้าเขาอาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์ แล้วเดินไปสู่มัสยิดไม่หวังสิ่งอื่นใดนอกจากเพื่อการละหมาดเท่านั้น เขาจะไม่ก้าวขาออกไปเว้นแต่เพื่อการละหมาด ก้าวของเขาที่ย่างแต่ละก้าวจะเพิ่มฐานะ(ผลบุญของตัวเอง)สูงไปเรื่อยๆตามจำนวนก้าวที่เขาเดิน และจะลบบาปที่ได้เกิดขึ้นกับตัวเขาจนกระทั่งเขาได้เข้าไปในมัสยิด  เมื่อเขาได้เข้าไปในมัสยิดแล้ว เขาก็จะได้รับบุญอย่างที่เขาละหมาด และการละหมาดได้ตรึงตัวเขาให้อยู่ในมัสยิด บรรดามะลาอิกะฮฺก็ขอดุอาให้แก่คนหนึ่งในพวกเจ้า ตราบใดที่เขาอยู่ในสถานที่ละหมาด โดยกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงเมตตาแก่เขา โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงยกโทษแก่เขา โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงลุโทษแก่เขา” ตราบใดที่เขาไม่กระทำในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นไม่พูดคุยเรื่องทางโลก ไม่กล่าวนินทาผู้อื่น ไม่ทำร้ายกัน และอื่นๆ และเขายังคงอยู่ในสภาพที่ไม่เสียน้ำละหมาด”

มุตตะฟะกุนอะลัยฮฺ (บันทึกโดยทั้งอัลบุคอรีและมุสลิม) และบทหะดีษนี้เป็นบทบันทึกของมุสลิม

เราะซูลุลลอฮฺ ใช้ค يَنْهَزُهُ  โดยใช้เครื่องหมาย ฟัตฮะห์ ـَ (สระอะ) ตรงตัวอักษร ي ยาอฺ هـ ฮาอฺ และใช้อักษร ز ซัย  หมายถึง ออกไปและก้าวไปข้างหน้า

คำกล่าวที่ว่า "لا يريد إلا الصلاة" (ไม่หวังสิ่งอื่นใดนอกจากละหมาด) หมายถึงละหมาดญะมาอะฮฺ เป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงใจ(อิคลาศ)

 

คำอธิบายหะดีษ

การละหมาด 5 เวลาของคนๆหนึ่ง ถ้าเขาละหมาดที่บ้านหรือที่ร้าน หรือที่ไหนที่เขาอยู่ ก็นับว่าเขาได้กระทำหน้าที่ในฐานะบ่าวของอัลลอฮฺในหน้าที่ที่เขาต้องละหมาดสมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าเขาไปละหมาดร่วมกับคนอื่น (ละหมาดญะมาอะฮฺ) เขาก็จะได้บุญเป็น 20 กว่าเท่า (บางรายงานบอก 25 เท่าหรือ 27 เท่า)

ที่เขาจะได้บุญหลายเท่าอย่างนั้น เขาต้องอาบน้ำละหมาดอย่างดีที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้า ไม่ไปไหนนอกจากจากไปมัสยิด

การก้าวของเขานั้น แต่ละก้าวเขาจะถูกยกฐานะความดี 1 ขั้น และบาปก็จะถูกลบไปด้วยการเก้านี้เช่นกันจนเข้ามัสยิด
เมื่อเขาก้าวเข้าไปในมัสยิดแล้ว แล้วการละหมาดยังเหนี่ยวรั้งเขาไว้ และตราบใดยังอยู่แบบนั้น เขาไม่พูดคุยทางโลก ไม่นินทาคนแหรือไม่ทำร้ายคนอื่นทั้งด้วยวาจาและการกระทำ มะลาอีกะฮฺก็จะวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ ให้พระองค์เมตตาต่อเขา ยกโทษแก่เขาและอภัยแก่เขา

 

บทเรียนจากหะดีษ

  • การละหมาดสำหรับผู้ชายแล้วควรละหมาดที่มัสยิด
  • การละหมาดร่วมกับคนอื่น(ญะมาอะฮฺ) จะได้ผลบุญ 25 ถึง 27 เท่า่
  • การย่างก้าวไปละหมาดจะได้ผลบุญยกฐานะความดีของตนเองขึ้น 1 ขั้น และลบความผิดที่ไม่ใหญ่หลวงไปหนึ่งความผิด
  • ละหมาดเสร็จควรอยู่ในมัสยิดนานๆ ด้วยการกล่าวซิกิรฺ ระลึกถึงอัลลอฮฺ ไม่พูดเรื่องบนโลก ไม่นินทาคนอื่น ไม่ทำร้ายคนอื่น มะลาอิกะฮฺก็จะดุอาให้ ให้อัลลอฮฺเมตตาและให้อภัยในความผิดของที่ได้กระทำไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *