Category Archives: اخلاص อิคลาศ บริสุทธิใจ

หะดีษที่ 11 : ทำดีได้ผลบุญ 10-700 เท่า

وعن أبي العبَّاسِ عبدِ اللهِ بنِ عباسِ بنِ عبد المطلب رضِيَ اللهُ عنهما، عن رَسُول الله صلى الله عليه وسلم فيما يروي عن ربهِ تباركَ وتعالى قَالَ:

«إنَّ اللهَ كَتَبَ الحَسَنَاتِ والسَّيِّئَاتِ ثُمَّ بَيَّنَ ذلِكَ، فَمَنْ هَمَّ بحَسَنَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْهَا كَتَبَها اللهُ تَبَارَكَ وتَعَالى عِنْدَهُ حَسَنَةً كامِلَةً، وَإنْ هَمَّ بهَا فَعَمِلَهَا كَتَبَهَا اللهُ عَشْرَ حَسَناتٍ إِلى سَبْعمائةِ ضِعْفٍ إِلى أَضعَافٍ كَثيرةٍ، وإنْ هَمَّ بِسَيِّئَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْهَا كَتَبَهَا اللهُ عِنْدَهُ حَسَنَةً كَامِلةً، وَإنْ هَمَّ بِهَا فَعَمِلَهَا كَتَبَهَا اللهُ سَيِّئَةً وَاحِدَةً».

مُتَّفَقٌ عليهِ.
هذا حديث شريف عظيم، بيَّن فيه النبي صلى الله عليه وسلم مقدار ما تفضَّل الله به عزَّ وجلّ على خلقه من تضعيف الحسنات، وتقليل السيئات.

زاد مسلم بعد قوله:

«وإن همَّ بها فعملها كتبها الله سيئة واحدة». «أو محاها، ولا يَهْلِك على الله إلا هالكٌ».

ความว่า :

รายงานจาก อะบู อัลอับบาส อับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาส อะนุ อับดุลมุฏฏอลิบ(รอฎิฯ) ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) ได้รายงานจากสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้าผู้อภิบาลของท่าน(อัลลอฮฺ ตะบาเราะกะวะตะอาลา) โดยได้กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดความดีและความชั่ว”.. แล้วได้ให้รายละเอียดในสิ่งนั้นว่า .. “ผู้ใดที่ตั้งใจที่จะกระทำในสิ่งที่ดีและไม่ได้กระทำ อัลลอฮฺ(ตะบาเราะกะวะตะอาลา)ก็จะทรงบันทึก ณ ที่พระองค์เป็นหนึ่งความดีที่ครบถ้วน และเมื่อตั้งใจแล้วได้กระทำในความดีนั้น อัลลอฮฺก็จะบันทึก ณ ที่พระองค์เป็นความดีจำนวนสิบความดีถึงเจ็ดร้อยเท่า จนหลายเท่าตัวมากมาย และเมื่อตั้งใจจะกระทำในสิ่งที่ไม่ดีและไม่ได้กระทำในสิ่งนั้น อัลลอฮฺก็จะบันทึก ณ ที่พระองค์ด้วยความดีหนึ่งความดี และถ้าตั้งใจกระทำความชั่วและได้กระทำในความชั่วนั้น อัลลอฮฺก็จะบันทึกความชั่วหนึ่งความชั่ว”

(มุตตะฟะกุนอะลัยฮฺ (ทั้งอัลบุคอรีย์และมุสลิมได้บันทึกพ้องกัน))

 

คำอธิบายหะดีษ :

หะดีษนี้เป็นหะดีษกุดซีย์ เป็นคำพูดของอัลลอฮฺ แต่ไม่ได้เป็นคำตรัสของอัลลอฮฺโดยตรงอย่างอัลกุรอาน ดังนั้นฐานะของหะดีษนี้จะต่ำกว่าอัลกุรอาน ความมหัศจรรย์ต่างๆก็ไม่มีเหมือนอัลกุรอาน ความน่าเชื่อถือโดยการเล่าสืบทอดกันเป็นกลุ่มๆจนถึงผู้บันทึกก็จะไม่เหมือนอัลกุรอาน คือ จะอ่อนกว่าอัลกุรอาน

พฤติกรรมของมนุษย์ที่ได้กระทำลงไปมีทั้งความดีและความชั่ว แต่ก่อนพฤติกรรมนั้นจะเกิดขึ้นจนเราเห็นการเปลี่ยนแปลงออกมาภายนอก ต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายในก่อน คือ การตั้งใจ ในหะดีษนี้อัลลอฮฺพอที่จะสรุปผลการกระทำดังนี้

  • คิดจะทำหรือตั้งใจทำดี แต่ไม่ได้ทำอย่างที่คิดไว้ อัลลอฮฺก็จะประทานเป็นความดี 1 ความดีเต็ม
  • คิดหรือตั้งใจทำดี แล้วได้กระทำในสิ่งที่ดีนั้น อัลลอฮฺก็จะประทานโดยบันทึกเป็นความดี 10 เท่า ถึง 700 เท่า หรือมากกว่านั้น
  • คนที่คิดทำชั่ว แต่ไม่ทำอย่างที่คิดจะทำ อัลลอฮฺก็จะไม่บันทึกใดๆ แม้นว่าเขาคิดชั่วแล้วก็ตาม
  • คนที่คิดทำชั่ว และได้กระทำในสิ่งนั้น อัลลอฮฺก็จะบันทึกสิ่งไม่ดีแก่ตัวเขา 1 ครั้้้้้งง

บทเรียนจากหะดีษนี้ :

  • การทำดีและไม่ดีทุกอย่างจะถูกบันทึกอย่างละเอียด
  • คนคิดทำดีก็จะได้บุญแล้วแม้จะยังไม่ทำ
  • คนคิดทำดีและได้ทำดี จะได้ผลบุญอย่างน้อยสิบเท่าหรือมากกว่าถึง 700 กว่าเท่า
  • ส่งเสริมให้เราคิดทำดีตลอด และเมื่อทุกคนคิดแต่จะทำดี ความชั่วย่อมไม่เกิดขึ้น
  • คนคิดทำชั่ว ถ้าไม่ทำก็ไม่ถือว่าผิด แต่ถ้าทำก็ผิดไป 1 ความผิด
  • อัลลอฮฺเมตตาต่อบ่าวของพระองค์ โดยที่บ่าวแค่คิดทำชั่วก็ไม่ถือว่าผิด และเมื่อทำไปแล้วถือว่าผิดแค่หนึ่งความผิดเท่านั้น ไม่เพิ่มขึ้นเป็นหลายๆเท่าเหมือนกับการทำดี

 

หะดีษที่ 10 : ละหมาดญะมาอะฮฺ

Thai Muslim women pray in a mosque in the southern province of Pattani, during the holy month of Ramadan, July 23, 2012. Picture taken July 23, 2012. REUTERS/Surapan Boonthanom (THAILAND – Tags: RELIGION SOCIETY)

وعن أبي هريرةَ رضي الله عنه قَالَ: قالَ رَسُول الله صلى الله عليه وسلم:

«صَلاةُ الرَّجلِ في جمَاعَةٍ تَزيدُ عَلَى صَلاتهِ في بيتهِ وصلاته فِي سُوقِهِ بضْعًا وعِشرِينَ دَرَجَةً، وَذَلِكَ أنَّ أَحدَهُمْ إِذَا تَوَضَّأَ فَأَحْسَنَ الوُضوءَ، ثُمَّ أَتَى المَسْجِدَ، لا يَنْهَزُهُ إِلا الصَلاةُ، لا يُرِيدُ إلا الصَّلاةَ: لَمْ يَخْطُ خُطْوَةً إِلا رُفِعَ لَهُ بِهَا دَرجَةٌ، وَحُطَّ عَنْهُ بها خَطِيئَةٌ حَتَّى يَدْخُلَ المَسْجِدَ، فإِذا دَخَلَ المَسْجِدَ كَانَ في الصَّلاةِ مَا كَانَتِ الصَّلاةُ هِي تَحْبِسُهُ، وَالمَلائِكَةُ يُصَلُّونَ عَلَى أَحَدِكُمْ مَا دَامَ في مَجْلِسِهِ الَّذِي صَلَّى فِيهِ، يَقُولُونَ: اللَّهُمَّ ارْحَمْهُ، اللَّهُمَّ اغْفِرْ لَهُ، اللَّهُمَّ تُبْ عَلَيهِ، مَا لَم يُؤْذِ فيه، مَا لَمْ يُحْدِثْ فِيهِ».

مُتَّفَقٌ عليه، وهذا لفظ مسلم.

وقوله صلى الله عليه وسلم: «يَنْهَزُهُ» هُوَ بِفَتْحِ اليَاءِ والْهَاءِ وبالزَّايِ: أَيْ يُخْرِجُهُ ويُنْهضُهُ.

قوله: «لا يريد إلا الصلاة»، أي: في جماعة، وفيه: إشارة إلى اعتبار الإخلاص. 

 

ความว่า :

รายงานจากอะบูร็อยเราะฮฺ (รอฎิฯ)ว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า      

 “การละหมาดของชายคนหนึ่งที่ละหมาดร่วมกับบุคคลอื่น(ละหมาดญะมาอะฮฺ) จะมีบุญเพิ่มจากการละหมาดของเขาที่ร้านหรือที่บ้านมากกว่า 20 เท่า ถ้าเขาอาบน้ำละหมาดอย่างสมบูรณ์ แล้วเดินไปสู่มัสยิดไม่หวังสิ่งอื่นใดนอกจากเพื่อการละหมาดเท่านั้น เขาจะไม่ก้าวขาออกไปเว้นแต่เพื่อการละหมาด ก้าวของเขาที่ย่างแต่ละก้าวจะเพิ่มฐานะ(ผลบุญของตัวเอง)สูงไปเรื่อยๆตามจำนวนก้าวที่เขาเดิน และจะลบบาปที่ได้เกิดขึ้นกับตัวเขาจนกระทั่งเขาได้เข้าไปในมัสยิด  เมื่อเขาได้เข้าไปในมัสยิดแล้ว เขาก็จะได้รับบุญอย่างที่เขาละหมาด และการละหมาดได้ตรึงตัวเขาให้อยู่ในมัสยิด บรรดามะลาอิกะฮฺก็ขอดุอาให้แก่คนหนึ่งในพวกเจ้า ตราบใดที่เขาอยู่ในสถานที่ละหมาด โดยกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงเมตตาแก่เขา โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงยกโทษแก่เขา โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงลุโทษแก่เขา” ตราบใดที่เขาไม่กระทำในสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นไม่พูดคุยเรื่องทางโลก ไม่กล่าวนินทาผู้อื่น ไม่ทำร้ายกัน และอื่นๆ และเขายังคงอยู่ในสภาพที่ไม่เสียน้ำละหมาด”

มุตตะฟะกุนอะลัยฮฺ (บันทึกโดยทั้งอัลบุคอรีและมุสลิม) และบทหะดีษนี้เป็นบทบันทึกของมุสลิม

เราะซูลุลลอฮฺ ใช้ค يَنْهَزُهُ  โดยใช้เครื่องหมาย ฟัตฮะห์ ـَ (สระอะ) ตรงตัวอักษร ي ยาอฺ هـ ฮาอฺ และใช้อักษร ز ซัย  หมายถึง ออกไปและก้าวไปข้างหน้า

คำกล่าวที่ว่า "لا يريد إلا الصلاة" (ไม่หวังสิ่งอื่นใดนอกจากละหมาด) หมายถึงละหมาดญะมาอะฮฺ เป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความจริงใจ(อิคลาศ)

 

คำอธิบายหะดีษ

การละหมาด 5 เวลาของคนๆหนึ่ง ถ้าเขาละหมาดที่บ้านหรือที่ร้าน หรือที่ไหนที่เขาอยู่ ก็นับว่าเขาได้กระทำหน้าที่ในฐานะบ่าวของอัลลอฮฺในหน้าที่ที่เขาต้องละหมาดสมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าเขาไปละหมาดร่วมกับคนอื่น (ละหมาดญะมาอะฮฺ) เขาก็จะได้บุญเป็น 20 กว่าเท่า (บางรายงานบอก 25 เท่าหรือ 27 เท่า)

ที่เขาจะได้บุญหลายเท่าอย่างนั้น เขาต้องอาบน้ำละหมาดอย่างดีที่สุดแล้วก้าวไปข้างหน้า ไม่ไปไหนนอกจากจากไปมัสยิด

การก้าวของเขานั้น แต่ละก้าวเขาจะถูกยกฐานะความดี 1 ขั้น และบาปก็จะถูกลบไปด้วยการเก้านี้เช่นกันจนเข้ามัสยิด
เมื่อเขาก้าวเข้าไปในมัสยิดแล้ว แล้วการละหมาดยังเหนี่ยวรั้งเขาไว้ และตราบใดยังอยู่แบบนั้น เขาไม่พูดคุยทางโลก ไม่นินทาคนแหรือไม่ทำร้ายคนอื่นทั้งด้วยวาจาและการกระทำ มะลาอีกะฮฺก็จะวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ ให้พระองค์เมตตาต่อเขา ยกโทษแก่เขาและอภัยแก่เขา

 

บทเรียนจากหะดีษ

  • การละหมาดสำหรับผู้ชายแล้วควรละหมาดที่มัสยิด
  • การละหมาดร่วมกับคนอื่น(ญะมาอะฮฺ) จะได้ผลบุญ 25 ถึง 27 เท่า่
  • การย่างก้าวไปละหมาดจะได้ผลบุญยกฐานะความดีของตนเองขึ้น 1 ขั้น และลบความผิดที่ไม่ใหญ่หลวงไปหนึ่งความผิด
  • ละหมาดเสร็จควรอยู่ในมัสยิดนานๆ ด้วยการกล่าวซิกิรฺ ระลึกถึงอัลลอฮฺ ไม่พูดเรื่องบนโลก ไม่นินทาคนอื่น ไม่ทำร้ายคนอื่น มะลาอิกะฮฺก็จะดุอาให้ ให้อัลลอฮฺเมตตาและให้อภัยในความผิดของที่ได้กระทำไป

หะดีษที่ 9 : มุสลิมสองคนต่อสู้กัน

وعن أبي بَكرَةَ نُفيع بنِ الحارثِ الثقفيِّ رضي الله عنه أَنَّ النَّبيَّ صلى الله عليه وسلم قَالَ:

«إِذَا التَقَى المُسلِمَان بسَيْفَيهِمَا فالقَاتِلُ وَالمَقْتُولُ في النّارِ».

قُلتُ: يا رَسُولَ اللهِ، هذا القَاتِلُ فَمَا بَالُ المقْتُولِ؟

قَالَ: «إنَّهُ كَانَ حَريصًا عَلَى قتلِ صَاحِبهِ».

مُتَّفَقٌ عليهِ.

ความหมาย :

รายงานจาก อะบู บักเราะฮฺฺ นุไฟอฺ อิบนุลหาริษ อัษษะเกาะฟีย์ -เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ- ว่า ท่านนบี(ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า ..

"เมื่อมุสลิมสองคนได้ต่อสู้ด้วยดาบของเขาทั้งสอง ดังนั้นคนฆ่าและคนที่ถูกฆ่า ทั้งสองตกนรก"

ฉันถามว่า :

"โอ้ เราะซูลุลลอฮฺ นี้มันคนฆ่า แล้วคนถูกฆ่าผิดอะไรด้วย "

ท่านตอบว่า

"เพราะคนที่ถูกฆ่าพยายามที่จะฆ่าอีกคนเช่นกัน"

(มุตตะฟะกุนอะลัยฮิ)

คำอธิบายหะดีษ :

เมื่อมุสลิมสองคนทะเลาะกันด้วยความรุนแรง และต่อสู้กันด้วยดาบหรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ คนหนึ่งถูกฆ่าตาย อีกคนแน่นอนมีความผิดฆ่าคนตาย ผลที่เขาควรได้รับคือการถูกทรมานในนรก ส่วนคนที่ถูกฆ่านั้นแม้ว่าเราจะเห็นเขาถูกเอาเปรียบ แต่ระหว่างที่เขาต่อสู้กันนั้น เขาก็ตั้งใจที่จะฆ่าอีกคนเหมือนกัน ถ้าได้โอกาสเขาก็จะฆ่าเพื่อนเขาเช่นกัน ดังนั้นเขาก็ควรได้รับการลงโทษในนรกเช่นกัน

บทเรียนจากหะดีษนี้ :

  • การถูกลงโทษในวันอาเครัตนั้น ไม่ใช่จะขึ้นอยู่กับผลกระทำที่เขากระทำอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่ใช้สำหรับการตัดสินว่าควรได้รับโทษหรือได้รับรางวัลที่ดี คือ จิตที่เขาตั้งใจในเวลานั้น

 

หะดีษที่ 8 : การต่อสู้เพื่ออัลลอฮฺ

وعن أبي موسى عبدِ اللهِ بنِ قيسٍ الأشعريِّ رضي الله عنه قَالَ:

سُئِلَ رسولُ الله صلى الله عليه وسلم عَنِ الرَّجُلِ يُقاتلُ شَجَاعَةً، ويُقَاتِلُ حَمِيَّةً، ويُقَاتِلُ رِيَاءً، أَيُّ ذلِكَ في سبيلِ الله؟

فقال رَسُول الله صلى الله عليه وسلم:

«مَنْ قَاتَلَ لِتَكونَ كَلِمَةُ اللهِ هي العُلْيَا، فَهوَ في سبيلِ اللهِ».

مُتَّفَقٌ عَلَيهِ.

ความว่า :

อะบูมูซา อับดุลลอฮฺ อิบนุไกซ อัลอัชอารีย์ -เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ- ได้กล่าวว่า ..

มีคนถามท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) เกี่ยวกับชายที่ต่อสู้เพื่อความกล้า อีกคนต่อสู้เพื่อรักในพรรคพวกหรือเพื่อชาติบ้านเมือง และอีกคนต่อสู้เพื่อโอ้อวด คนไหนที่ถือว่าเป็นคนที่ต่อสู้บนแนวทางของอัลลอฮฺ

ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)ตอบว่า :

"ผู้ใดก็ตามที่ได้ต่อสู้เพื่อเชิดชูคำดำรัสแห่งอัลลอฮฺให้สูงส่ง  ก็เท่ากับเขาได้ต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ"

(มุตตะกุนอะลัยฮฺ -บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม-)

คำอธิบายหะดีษ :

การกระทำของคนเรา รวมทั้งการต่อสู้หรือการทำสงคราม สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการกระทำนั้นมีมากมาย มีทั้งที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของเขาเอง มีทั้งที่เกิดขึ้นเพราะแรงกระตุ้นจากภายนอกทำให้เกิดความต้องการที่ทำในสิ่งนั้น และการกระทำใดที่ทำไปแล้วจะได้ผลตอบแทนทั้งบนโลกนี้และได้บุญเพื่อโลกหน้า

ในหะดีษนี้กล่าวถึงการต่อสู้หรือทำสงครามซึ่งมีการแลกเปลี่ยนถึงชีวิต บรรดาสหาย(เศาะหาบะฮฺ)ของท่านนบีจึงได้ถามนบีว่าการต่อสู้ด้วยเหตุผลใดที่จะนับว่าถูกต้องและอยู่บนแนวทางของอัลลอฮฺ ถ้าชนะก็จะได้ผลดีแก่ตัวเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะได้ผลตอบแทนที่เป็นบุญ เป็นความรัก ความชอบจากอัลลอฮฺด้วย ถ้าเสียหรือแพ้อาจจะถึงเสียชีวิตก็จะไม่เสียเปล่า คือได้บุญและจะได้เข้าสวรรค์ตามที่ทุกคนต้องการ

ท่านนบีตอบอย่างชัดเจนว่า การต่อสู้เกิดขึ้นเพราะแรงกระตุ้นความกล้าหาญของตัวเอง หรือต่อสู้เพื่อความโอ้อวดที่จะแสดงให้คนอื่นเห็น หรือต่อสู้เพื่อความรักที่ต่อพรรคพวกหรือเพื่อชาติบ้านเมือง หรือเพื่อสิ่งอื่นใด ทั้งหมดไม่นับว่าเป็นการต่อสู้ตามที่อัลลอฮฺต้องการ และการต่อสู้ที่อัลลอฮฺต้องการนั้นคือการต่อสู้เพื่ออิสลาม เพื่อยกฐานะคำรัสของอัลลอฮฺให้ทุกคนร่วมปฏิบัติตามพระองค์ทรงประสวค์

วัลลอฮุอะอฺลัม

บทเรียนจากหะดีษนี้ :

  • การต่อสู้ที่เกิดขึ้นจากแรงกระตุ้นภายใน เช่น เกิดขึ้นจากความกล้า ต้องการโอ้อวด ความริษยา หรือความโกรธแค้น ทุกอยางไม่ใช่เป็นการต่อสู้ที่จะได้บุญใดๆ
  • การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์บนโลกนี้ เช่น เพื่อค่าจ้าง เพื่อสินทรัพย์ที่จะได้จากสงคราม หรือเพื่อพรรคพวก เพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่การต่อสู้ที่จะได้บุญ
  • การต่อสู้เพื่อศาสนาเท่านั้นที่อยู่บนแนวทางของอัลลอฮฺ

 

 

หะดีษที่ 7 : คุณค่าของงานอยู่ที่จิต(การตั้งใจ)

وعنْ أبي هريرةَ عبدِ الرحمنِ بنِ صخرٍ رضي الله عنه قَالَ : قَالَ رَسُولُ الله صلى الله عليه وسلم:

«إنَّ الله لا ينْظُرُ إِلَى أَجْسَامِكُمْ، ولا إِلى صُوَرِكمْ، وَلَكن ينْظُرُ إلى قُلُوبِكمْ».

رواه مسلم.

 

ความว่า :

และมีรายงานว่า อะบูฮุร็อยเราะฮฺ อับดุรเราะฮฺมาน อิบนุศ็อคริน -เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ- ได้กล่าวว่า

ท่านเราะซูลุลลออฺ(ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

"แท้จริงอัลลฮฺจะไม่มองที่รูปร่างของพวกเจ้า แลจะไม่มองที่หน้าต่อของพวกเจ้า แต่พระองค์จะมองที่จิตใจของพวกเจ้า "

(บันทึกโดยมุสลิม)

 

อธิบายหะดีษ :

การงานที่เรากระทำ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรือว่างานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสวยงามหรือขี่เหร่แค่ไหน ผลตอบแทนที่ได้รับไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณของงาน หรือขนาดของงาน แต่จะขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจ เพราะท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้กล่าวในหะดีษนี้อย่างชัดเจนว่า แม้จะมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาหรือสวยงามสักแค่ไหนไม่สำคัญเท่าจิตใจที่เนียตไว้ เพราะผลบุญจะอยู่ที่เนียต

บทเรียนจากหะดีษนี้ :

  • ทุกครั้งที่กระทำอะไร ขอให้นึกเสมอว่าทำเพื่ออัลลอฮฺ
  • การงานใดที่ได้กระทำลงไป แม้นว่าจะได้ร้บคำชื่นชมหรือค่าตอบแทนที่เป็นวัตถุมากน้อยแค่ไหนก็ตาม จะไม่สำคัญเท่าการที่ตั้งใจทำเพื่ออัลลอฮฺ ลิลลาฮฺ
  • ค่าจ้างมหาศาล คำชื่นชมเยินยอใดๆ จะไม่มีค่าต่ออัลลอฮฺอันใดเลย เว้นแต่การกระทำนั้นตั้งใจทำเพื่ออัลลอฮฺ 

 

 

หะดีษที่ 6 : ไม่ควรบริจาคมากกว่า 1 ใน 3 ของทรัพย์สินที่มีอยู

وعن أبي إسحاقَ سَعدِ بنِ أبي وَقَّاصٍ مالِكِ بنِ أُهَيْب بنِ عبدِ منافِ ابنِ زُهرَةَ بنِ كلابِ بنِ مُرَّةَ بنِ كعبِ بنِ لُؤيٍّ القُرشِيِّ الزُّهريِّ رضي الله عنه أَحَدِ العَشَرَةِ المشهودِ لهم بالجنةِ رضي الله عنهم قَالَ:

جاءنِي رسولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم يَعُودُنِي عَامَ حَجَّةِ الوَدَاعِ مِنْ وَجَعٍ اشْتَدَّ بي، فقُلْتُ:

يَا رَسُولَ اللهِ! إنِّي قَدْ بَلَغَ بي مِنَ الوَجَعِ مَا تَرَى، وَأَنَا ذُو مالٍ وَلا يَرِثُني إلا ابْنَةٌ لي، أفأَتَصَدَّقُ بِثُلُثَيْ مَالِي؟

قَالَ: «لا»،

قُلْتُ: فالشَّطْرُ يَا رَسُولَ اللهِ؟

فقَالَ: «لا»،

قُلْتُ: فالثُّلُثُ يَا رَسُولَ اللهِ؟

قَالَ: «الثُّلُثُ، والثُّلُثُ كَثيرٌ- أَوْ كبيرٌ- إنَّكَ إنْ تَذَرْ وَرَثَتَكَ أغنِيَاءَ خيرٌ مِنْ أنْ تَذَرَهُمْ عَالَةً يتكفَّفُونَ النَّاسَ، وَإنَّكَ لَنْ تُنفِقَ نَفَقَةً تَبْتَغي بِهَا وَجهَ اللهِ إلا أُجِرْتَ عَلَيْهَا حَتَّى مَا تَجْعَلُ في فِيِّ امْرَأَتِكَ»،

قَالَ: فَقُلتُ: يَا رسولَ اللهِ، أُخلَّفُ بعدَ أصْحَابي؟

قَالَ: «إِنَّكَ لَنْ تُخَلَّفَ فَتَعملَ عَمَلًا تَبتَغي بِهِ وَجْهَ اللهِ إلا ازْدَدتَ بِهِ دَرَجةً ورِفعَةً، وَلَعلَّكَ أنْ تُخَلَّفَ حَتّى يَنتَفِعَ بِكَ أقْوَامٌ وَيُضَرَّ بِكَ آخرونَ. اللَّهُمَّ أَمْضِ لأصْحَابي هِجْرَتَهُمْ ولا تَرُدَّهُمْ عَلَى أعقَابهمْ، لكنِ البَائِسُ سَعدُ بْنُ خَوْلَةَ».

يَرْثي لَهُ رَسُولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم أنْ ماتَ بمَكَّة. مُتَّفَقٌ عليهِ.

ความว่า :

และรายงานจากอะบูอิศหาก คือ ซะอัด อิบนุอะบีวักกอฮ มะลิก อิบนุอุไฮบฺ อิบนุอับดุลมะนาฟ อิบนุซะฮฺเราะฮฺ อิบนุกิลาบ อิบนุมุรเราะฮฺ อิบนุกะอับ อิบนุลุไอ อิบนุฆอลิบ อัลกุเราะชีย์ อัซซุฮฺรีย์ -เราะฎิยัลลอฮฺฮุอันฮุ- เขาเป็นหนึ่งใน 10  คนที่ได้รับการยันยันว่าได้เข้าสวรรค์ -เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมญะมีอัน- ได้กล่าวว่า

"ในปีหัจญะตะวะดาอฺ ฉันได้ป่วยหนักและท่านเราะซูลุลลอฮฺ-ศ็อลฯ-ได้มาเยี่ยมฉัน ฉันก็ได้ถามท่านว่า :

"โอ้เราะซูลุลลอฮฺ ฉันได้ป่วยถึงระดับนี้แล้วท่านเห็นฉันควรทำอย่างไร ฉันมีทรัพย์สินมากมาย และไม่มีผู้ที่ได้รับมรดกจากฉันเว้นแต่ลูกสาวของฉันคนเดียว ฉันจะบริจาคทรัพย์สินของฉันสองในสามได้ไหม?"

ท่านนบีตอบว่า

"ไม่ได้"

ฉันก็ถามต่อว่า

"ครึ่งหนึ่งได้ไหมครับท่านเราะซูลุลลอฮฺ?"

ท่านตอบว่า

"ไม่ได้"

ฉันก็ถามต่อว่า

"แล้วหนึ่งในสามได้ไหมครับท่านเราะซูลุลลอฮฺ"

ท่านตอบว่า

"หนึ่งในสาม ! หนึ่งในสามก็ยังมาก-หรือยังใหญ่-อยู่ ถ้าเจ้าทำพินัยกรรมแบ่งมรดกแก่ผู้ที่จะได้รับมรดกของเจ้านั้นรวยดีกว่าเจ้าจะทำพินัยกรรมให้พวกเขายากจนเที่ยวขอทานจากคนอื่น และจริงๆแล้วการให้นัฟเกาะฮฺหรือการเลียงดูคนที่เจ้าต้องดูแลด้วยความจริงใจเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็จะตอบแทนในการกระทำของเจ้าเท่าที่เจ้าได้กระทำไป  แม้ว่าสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นเป็นเพียงอาหารคำเดียวที่ให้แก่ภรรยาของเจ้า"

ฉันก็ถามท่านต่อว่า

"โอ้ เราะซูลุลลอฮฺ .. ฉันจะตามหลังมิตรสหายของฉันใช่ไหม?"

ท่านตอบว่า

"เจ้าไม่ใช่คนที่จะตามหลังพวกเขา เจ้าทำไปเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็เพิ่มพูนการดีที่สูงแก่เจ้าหนึ่งขั้น หวังว่าเจ้าได้ละทิ้งผลประโยชน์แก่กลุ่มคน และสร้างความหายนะแก่อีกกลุ่ม : โอ้อัลลอฮฺ ขอให้พระองค์ให้บรรดาเศาะหาบะฮฺของฉันประสบความสำเร็จในการอพยพ(ฮิจเราะฮฺ)ของพวกเขาด้วย และอย่าใหส้นเท้าของพวกเขาหันกลับด้วย(กลับไปเป็นกาฟิร) แต่คนที่น่าอนาถในครั้งนี้ คือ ซะอัด อิบนุเคาละฮฺ"

ท่านเราะซูลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ)สงสารเขามาก เพราะเขาเสียชีวิตที่มักกะฮฺ"

(มุตตะปะกุนอะลัยฮิ -บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม-)

คำอธิบายหะดีษ :

ในปีที่ 10 ของฮิจเราะฮฺดศักราช ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ออกจากไปมะดีนะฮฺสู่นครมักกะฮฺเพื่อทำฮัจญ์ เป็นฮัจญ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของท่านนบี จึงเรียกว่า ฮัจญัลวะดาอฺ(ฮัจญ์อำลา) และในปีนั้นเศาะหาบะฮฺของท่านคนหนึ่งซึ่งเป็น 1 ใน 10 คนที่นบีได้ยืนยันว่าพวกเขาทั้ง 10  คนนี้ด้วยความศรัทธาของเขา ความจริงจังและจริงใจที่ต่ออัลลอฮฺ ต่อนบีและต่ออิสลาม ทำให้พวกเขาได้เข้าสวรรค์ทันที คือ ท่านซะอัด อิบนุอะบูวักกอศฺ

ท่านซะอัดได้ป่วยหนัก ท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็ได้เยี่ยมท่าน แต่ด้วยเหตุที่ท่านซะอัดมีศรัพย์สมบัติมาก แต่มีลูกหลานที่จะได้สืบทอดมรดกของท่านเพียงแค่ลูกสาวของท่านเพียงคนเดียว ท่านจึงตั้งใจจะบริจาคทรัพย์สินของท่านให้แก่อิสลาม แก่คนอื่นที่มีความจำเป็น ท่านจึงได้ถามนบีว่าสามารถทำได้ไหม

ท่านว่า ท่านจะบริกจาค 2 ใน 3 ของทรัพย์สินของท่าน หมายความว่า จะเหลือให้แก่ลูกสาวของท่านเพียงแค่ 1 ส่วนจาก 3 ส่วนเท่านัน ท่านนบี(ศ็อลฯ) ไม่ให้ท่านทำเช่นนั้น ท่านก็บอกว่าจะบริจาคครึ่งหนึ่งของทรัพย์ของท่านได้ไหม ท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็บอกว่า ไม่ได้ แล้วสุดท้ายท่านบอกว่าท่านจะบริจาค 1 ใน 3 ท่านนบี(ศ็อลฯ)บอกว่า 1 ใน 3 ก็ยังมากอยู่

และท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็ได้คำแนะนำอีกว่า การที่จะจากปล่อยให้คนที่สืบทอดภายหลังเป็นคนรวยย่อมดีกว่าเป็นคนจนที่ต้องขอทานจากคนอื่น

ด้วยอาการป่วยหนักของซะอัด ท่านก็เกรงว่ากิจการงานสำคัญๆของอิสลามเขาไม่สามารถจะเข้าร่วมกับเพื่อนฝูงอีก เขาจึงถามท่านนบีว่า เขาจะเป็นคนตามหลังพวกมิตรสหายของพวกเขาใช่ไหม

ท่านนบี(ศ็อลฯ) ตอบว่า ไม่เป็นเช่นนั้น อันนี้เป็นการพยากรณ์ที่เป็นจริงของท่านนบี โดยท่านนบีบอกว่าอีก ท่านซะอัดจะได้อยู่อีกต่อไป คือไม่เสียชีวิตง่ายๆ และการดำรงอยู่ของท่านซะอัด การกระทำของเขา จะสร้างประโยชน์มากมายแก่อิสลามและมุสลิม และในทางตรงกันข้ามศัตรูอิสลามจะเสียผลประโยชน์มากมายเพราะผลงานของเขา เป็นที่ทราบกันดีว่า ซะอัด อิบนุอะบีวักกอศนี้ เป็นแม่ทัพมุสลิมที่ไปสู้รบกับเปอร์เซียจนได้รับชัยชนะ และเป็นที่รู้อีกเช่นกันว่า เปอร์เซียสามารถชนะโรมันตะวันออกได้ ฉะนั้นย่อมหมายความว่าด้วยความสามารถที่อัลลอฮฺประทานให้แก่ท่าน ทำให้อิสลามสามารถแพร่ขยายไปยังเปอเซียและประเทศชามที่อยู่ภายใต้การปกครองของโรมันตะวันออก 

ส่วนคนที่เสียชีวิตในมักกะฮฺนั้นไม่ใช่ ซะอัด อิบนุอะบีวักกอศ แต่เป็นเป็น ซะอัด อิบนุเคาละฮฺ

บทเรียนจากหะดีษ :

  • การเยี่ยมเยียนคนป่วย และดุอาให้คนป่วยเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ทำเป็นแบบอย่างไว้ และหนึ่งในแบบอย่างเยี่ยมคนป่วยนี้คือท่านไปเยี่ยมซะอัด อุบนุอบูอักกอศ
  • การสอบถามความรู้จากผู้รู้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ อย่างในกรณีนี้แม้ว่าซะอัดจะรู้มาว่าการบริจาค การให้ทานความดีนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่เพื่อความมั่นใจในเรื่องลักษณะนีท่านจึงได้ถามท่านนบี(ศ็อลฯ)
  • ทุกบาททุกสตางที่บริจาค จะมีผลตอบแทนของมัน แม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม หรือแม้แต่บริจาคให้แก่คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของตัวเองก็ตาม
  • การละทิ้งมรดกให้ลูกหลานได้สืบทอดเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และไม่ควรให้มรดกแก่เขาน้อยเกินไปจนเขาต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก ให้เขาสามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข และร่ำรวยเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

 

 

 

หะดีษที่ 4 : เนียตที่จะทำแต่ทำไม่ได้ ผลบุญก็จะรับได้เหมือนคนที่ได้ทำ

  عَنْ أبي عَبْدِ اللهِ جابِرِ بْنِ عَبْدِ اللهِ الأَنْصَارِيِّ رضِيَ الله عنْهُمَا قَالَ :كُنَّا مَع النَّبِيِّ صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وسَلَّم في غَزَاة فَقَالَ :

«إِنَّ بِالْمَدِينَةِ لَرِجَالاً مَا سِرْتُمْ مَسِيراً ، وَلاَ قَطَعْتُمْ وَادِياً إِلاَّ كانُوا مَعكُم حَبَسَهُمُ الْمَرَضُ»

وَفِي روايَةِ : «إِلاَّ شَركُوكُمْ في الأَجْرِ»   رَواهُ مُسْلِمٌ .

ورواهُ البُخَارِيُّ عَنْ أَنَسٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ قَالَ :رَجَعْنَا مِنْ غَزْوَةِ تَبُوكَ مَعَ النَّبِيِّ صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وسَلَّم فَقَالَ:

«إِنَّ أَقْوَامَاً خلْفَنَا بالمدِينةِ مَا سَلَكْنَا شِعْباً وَلاَ وَادِياً إِلاَّ وَهُمْ مَعَنَا ، حَبَسَهُمْ الْعُذْرُ».

 

รายงานจาก อะบูอับดุลลอฮฺ ญาบิรฺ อิบนุ อับดุลลอฮฺ อัล-อันศอรียฺ -รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา(ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานแก่เขาทั้งสอง)- กล่าวว่า : เราได้อยู่กับนบี(ศ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในสงครามหนึ่ง ท่านนบีกล่าวว่า

“ณ ที่มะดีนะฮฺมีชายอยู่กลุ่มหนึ่งพวกเจ้าไม่ได้เดินไปทางใดทางหนึ่งและพวกเจ้าไม่ได้ข้ามที่ช่องเขาใดช่องเขาหนึ่ง เว้นแต่พวกเขาไปพร้อมๆกับพวกเจ้า เพราะพวกเขาถูกความป่วยตรึงไว้” ในอีกรายงาน กล่าวว่า “พวกเขาได้ผลบุญร่วมกับพวกเจ้า” (บันทึกโดยมุสลิม)

ในบันทึกของ อัล-บุคอรียฺ รายงานจากอะนัส(รอฎิฯ) กล่าวว่า : พวกเราได้กลับจากการทำสงครามตะบูกพร้อมๆนบี(ศ็อลฯ) แล้วท่านก็กล่าวว่า

“มีหลายกลุ่มที่อยู่ด้านหลังเราที่มะดีนะฮฺ ไม่ว่าเราจะข้ามหุบเขาหรือที่ช่องเขาใดก็ตามพวกเขาก็จะไปพร้อมๆกับเรา –ที่พวกเขามาไม่ได้-เพราะถูกความจำเป็นตรึงเขาไว้”

  • الأَنْصَارِيِّ มาจากคำว่า أَنْصَار เป็นคำพหูพจน์ของคำว่า نَاصِرٌ แปลว่า ผู้ให้ความช่วยเหลือ หมายถึง ชาวมะดีนะฮฺ ที่ได้ช่วยเหลือนบี(ศ็อลฯ)และอิสลาม ถึงได้ชื่อว่า อัล- อันศอรียฺ جابِرِ بْنِ عَبْدِ اللهِ الأَنْصَارِيِّ (ญาบิรฺ อัล-อันศอรียฺ) เป็นเศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งในเจ็ดท่านที่รายงานหะดีษมากที่สุด และญาบีรฺนี้เป็นเศาะหาบะฮฺคนสุดท้ายที่เสียชีวิตที่มะดีนะฮฺ
  • غَزَاة คือ غَزَاة หมายถึงการทำสงครามของนบี(ศ็อลฯ) และในที่นี้หมายถึงสงครามตาบูกอยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ 9 หลังฮิจเราะฮฺ
  • شَرَكُوكُمْ في الأَجْرِ (ร่วมกับพวกเจ้าในผลบุญ) ได้รับผลบุญเหมือนกับพวกเจ้า
  • شِعْباً หมายถึงทางเดินระหว่างช่องเขา
  • وَادِي หมายถึง ที่ราบระหว่างช่องเขา

บทเรียนจากหะดีษนี้

ผู้ที่ไม่สามารถออกไปญิฮาดได้ เนื่องจากป่วยหรือมีความจำเป็นอื่นใด แต่ถ้าเขาตั้งเจตนา(เนียต)และต้องการที่จะไปญิฮาดอย่างแท้จริง เขาก็จะได้ผลบุญเหมือนผู้ที่ออกไปญิฮาด

นอกจากญิฮาดแล้ว งานอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการดีก็เช่นกัน ถ้าเขาเนียตที่จะทำแต่ทำไม่ได้เป็นเพราะความจำเป็นมากีดกั้นความตั้งใจของเขา เขาก็จะได้บุญ

คนๆหนึ่งปกติเขาละหมาดญะมาอะฮฺเสมอ และเขาก็ตั้งใจที่จะทำอย่างนั้นทุกเวลาที่มีการลหมาด แต่ด้วยสาเหตุเขาป่วย หรือต้องเดินทาง หรือหลับ เป็นต้น เขาก็จะได้บุญเหมือนที่เขาละหมาดญะมาอะฮฺ โดยไม่ลดลงแม้แต่น้อย

ท่านนบี(ศ็อลฯ) กล่าวในอีกหะดีษหนึ่งว่า

"إذا مرض العبد أو سافر كتب له مثل ما كان يعمل مقيماً صحيحا ً "

ความว่า “ถ้าบ่าวคนหนึ่งป่วยหรือเดินทาง เขาก็จะได้รับการบันทึกเหมือนคนที่ยังอยู่อย่างสมบูรณ์” (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ)

หะดีษที่ 3 : ไม่การอพยพหลังจากเปิดมักกะฮฺ

หะดีษที่ 3

وعَنْ عَائِشَة رَضِيَ الله عنْهَا قَالَت قالَ النَّبِيُّ صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وسَلَّم :

 «لا هِجْرَةَ بَعْدَ الْفَتْحِ، وَلكنْ جِهَادٌ وَنِيَّةٌ ، وَإِذَا اسْتُنْفرِتُمْ فانْفِرُوا»

مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ

 وَمَعْنَاهُ : لا هِجْرَةَ مِنْ مَكَّةَ لأَنَّهَا صَارَتْ دَارَ إِسْلامٍ

ความว่า : รายงานจาก อาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านได้กล่าวว่า : ท่านนบี(ศอลฯ) ได้กล่าวว่า “ ไม่มีการอพยพหลังจากเปิดมักกะฮฺ แต่ญิฮาด(ยังคงมี) และการตั้งเจตนา และถ้าพวกเจ้าถูกเรียก(ให้ออกสงคราม) เจ้าจงไป”

บันทึกโดย อัล-อัลบุคอรีย์และมุสลิม และทั้งสองเห็นพ้องว่าหะดีษนี้ศอหีหฺ

หมายถึง ไม่มีการอพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺอีกเพราะ มักกะฮฺเป็นเมืองที่ปกครองโดยอิสลามแล้ว

الْفَتْحِ การเปิด หมายถึง การเปิดนครมะกะฮฺที่ปกครองมานานโดยกาฟิรฺกุรอยชฺ และในปีที่ 8  ของการอพยพของนบี(ศอลฯ)ไปมะดีนะฮฺ ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ได้ยกทัพพิชิตนครมักกะฮฺ และหลังจากนั้นนครมักกะฮฺก็เป็นเมืองที่ปกครองโดยมุสลิม ใช้กฎหมายอิสลามปกครองอย่างสันติเป็นต้นมา ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นใดๆที่คนมักกะฮฺในสมัยนั้นจะอพยพตามนบีไปยังมะดีนะฮฺอีก

جِهَادٌ ญิฮาด หมายถึงการทำสงครามศาสนา เพื่อปกป้องศาสนา ปกป้องดินแดนมุสลิม และปกป้องมุสลิม และอุลามาอได้แบ่งการญิฮาดอีกไปอีกหลายลักษณะ เช่น

ญิฮาดด้วยวาจา คือ การพูด การบรรยาย การอภิปราย การสอน หรือสนทนาเกี่ยวกับศาสนา ให้ผู้คนเข้าใจอิสลามอย่างถูกต้อง รวมถึงการเขียนหนังสือหรือบทความเกี่ยวกับศาสนาด้วย และผู้ออกไปศึกษาหาความรู้นับว่าเป็นการญิฮาดอย่างหนึ่ง

ญิฮาดด้วยเงินทอง คือ การบริจาคเงินทองเพื่อศาสนา

ญิฮาดด้วยชีวิต คือ การออกไปทำสงครามศาสนา หรือสละพละกำลังเพื่อศาสนาหรือเพื่อคนมุสลิม เป็นต้น

َنِيَّةٌ คือการตั้งเจตนา แม้การออกไปทำสงครามเพื่อศาสนาแล้วไม่ได้หมายความคนที่ไปนั้นจะถูกต้องและได้ผลบุญตามที่กำหนด คือ ถ้าเสียชีวิตนับเป็นชาฮีดและได้เข้าสวรรค์ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ต้องอยู่กับการตั้งเจตนาของเขาทั้งก่อนและระหว่างออกไปญิฮาด

وَإِذَا اسْتُنْفرِتُمْ فانْفِرُوا (และถ้าพวกเจ้าถูกเรียก-ให้ออกสงคราม- เจ้าจงไป) หมายความว่า มุสลิมต้องมีผู้นำ และจะต้องทำตามคำสั่งผู้นำทุกอย่าง แม้จะเรียกไปเสี่ยงกับความตายก็ต้องไป

 

บทเรียนจากหะดีนี้

  1. คนที่อยู่ในเมืองที่สันติ ปกครองโดยมุสลิม หรือเป็นเมืองอิสลามแล้วไม่จำเป็นที่จะต้องอพยพอีก แต่ถ้าเมืองใดที่มุสลิมถูกคุกคามก็จำเป็นที่จะต้องอพยพ และทุกครั้งที่อพยพจะได้ผลบุญการอพยพ เพราะได้ปฏิบัติตามแนวทางที่นบีได้วางไว้
  2. การนิยฺยะฮฺหรือตั้งเจตนาเพื่อญิฮาดต้องมี ทุกคนจะต้องนิยฺยะฮฺ ส่วนจะทำญิฮาดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความสามารถของแต่ละคน
  3. มุสลิมจะต้องมีผู้นำ และต้องเชื่อฟังผู้นำนั้น

หะดีษที่ 2 : ฟื้นชีพตามสภาพจิต

 وَعَنْ أُمِّ الْمُؤْمِنِينَ أُمِّ عَبْدِ اللَّهِ عَائشَةَ رَضيَ الله عنها قالت: قال رسول الله صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وسَلَّم:

« يَغْزُو جَيْشٌ الْكَعْبَةَ فَإِذَا كَانُوا بِبَيْداءَ مِنَ الأَرْضِ يُخْسَفُ بأَوَّلِهِم وَآخِرِهِمْ ». قَالَتْ : قُلْتُ يَا رَسُولَ اللَّهِ ، كَيْفَ يُخْسَفُ بَأَوَّلِهِم وَآخِرِهِمْ وَفِيهِمْ أَسْوَاقُهُمْ وَمَنْ لَيْسَ مِنهُمْ ،؟ قَالَ : « يُخْسَفُ بِأَوَّلِهِم وَآخِرِهِمْ ، ثُمَّ يُبْعَثُون عَلَى نِيَّاتِهِمْ »

مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ : هذا لَفْظُ الْبُخَارِيِّ

ความว่า : และรายงายจากอุมุลมุมีนีน อุมมุลอับดุลลอฮฺ อาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านได้กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศอลฯ ได้กล่าวว่า “ทหารจะยกมาทำลาย อัลกะอฺบะฮฺ เมื่อพวกเขาได้เดินมาถึงบริเวณทุ่งกว้าง ก็ถูกธรณีสูบตั้งคนแรกจนถึงคนสุดท้าย” ฉันก็ถามว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ธรณีจะสูบพวกเขาตั้งคนแรกจนถึงคนสุดท้ายได้อย่างไร เพราะในหมู่พวกเขานั้นมีพวกที่ค้าขาย และพวกที่ไม่ได้เป็นทหาร. ท่านนบีตอบว่า “ธรณีจะสูบตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้าย แล้วพวกเขาจะฟื้นคืนชีพตัดสินตามเจตนาของเขา” Continue reading

หะดีษที่ 1 : การงานทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตั้งใจ

 وَعَنْ أَميرِ الْمُؤْمِنِينَ أبي حفْصٍ عُمرَ بنِ الْخَطَّابِ بْن نُفَيْل بْنِ عَبْد الْعُزَّى بن رياح بْن عبدِ اللَّهِ بْن قُرْطِ بْنِ رزاح بْنِ عَدِيِّ بْن كَعْبِ بْن لُؤَيِّ بن غالبٍ القُرَشِيِّ العدويِّ . رضي الله عنه ، قال : سمعْتُ رسُولَ الله صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وسَلَّم يقُولُ

 « إنَّما الأَعمالُ بالنِّيَّات ، وإِنَّمَا لِكُلِّ امرئٍ مَا نَوَى ، فمنْ كانَتْ هجْرَتُهُ إِلَى الله ورَسُولِهِ فهجرتُه إلى الله ورسُولِهِ ، ومنْ كاَنْت هجْرَتُه لدُنْيَا يُصيبُها ، أَو امرَأَةٍ يَنْكحُها فهْجْرَتُهُ إلى ما هَاجَر إليْهِ »

 متَّفَقٌ على صحَّتِه. رواهُ إِماما المُحَدِّثِين: أَبُو عَبْدِ الله مُحَمَّدُ بنُ إِسْمَاعيل بْن إِبْراهيمَ بْن الْمُغيرة بْن برْدزْبَهْ الْجُعْفِيُّ  الْبُخَارِيُّ، وَأَبُو الحُسَيْنِى مُسْلمُ بْن الْحَجَّاجِ بن مُسلمٍ القُشَيْريُّ  النَّيْسَابُوريُّ رَضَيَ الله عَنْهُمَا في صَحيحيهِما اللَّذَيْنِ هما أَصَحُّ الْكُتُبِ الْمُصَنَّفَة .

      ความว่า : รายงานจาก อะมีร์มุมินีน อะบูฮัฟสิน อุมะร์ อิบนุ ค็อฏฏอบ อิบนุ นุไฟล์ อิบนุ อับดุลอุซซา อิบนุ ริยาฮฺ อิบนะ อับดุลลอฮฺ อิบนุ กุรฎิ อิบนุ ซารอฮฺ อิบนุ อาดีย์ อิบนุ กะอฺบิ อิบนุ ลุไอย์ อิบนะ ฆอลิบ อัลกุรอยช์ อัลอัดวีย์ รอฎอยัลลอฮฺฮุอันฮุ(ขออัลลอฮฺได้โปรดปรานท่าน) กล่าวว่า  : ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลอลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าว่า ..

Continue reading